ปวดเข่าด้านหน้า
อาการปวดบริเวณด้านหน้าของเข่าและรอบกระดูกสะบ้า มักเป็นมากขึ้นเวลาขึ้นลงบันได นั่งงอเข่านาน หรือลุกจากเก้าอี้ พบบ่อยในวัยรุ่นและคนที่ออกกำลังกาย

โรคนี้คืออะไร
กระดูกสะบ้าคือกระดูกรูปสามเหลี่ยมที่ฝังอยู่ในเอ็นของกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า กระดูกสะบ้าเลื่อนขึ้นลงอยู่ในร่องที่ปลายกระดูกต้นขาทุกครั้งที่คุณงอและเหยียดเข่า ข้อต่อระหว่างสะบ้ากับกระดูกต้นขานี้เรียกว่า ข้อสะบ้า (patellofemoral joint)
ยิ่งงอเข่ามาก แรงที่กดสะบ้าเข้ากับร่องก็ยิ่งมาก การขึ้นบันได การย่อตัว และการนั่งงอเข่านาน จึงเป็นท่าที่กระตุ้นอาการมากที่สุด
อาการปวดเข่าด้านหน้าส่วนใหญ่เกิดจาก แรงที่ลงบนข้อนี้มากเกินกว่าที่ข้อจะรับไหวในขณะนั้น ไม่ได้แปลว่ามีอะไรเสียหายถาวร

อาการ
- ปวดตื้อ ๆ รอบ ๆ หรือใต้กระดูกสะบ้า มักบอกตำแหน่งชัด ๆ ไม่ได้
- ปวดมากขึ้นเวลาขึ้นหรือลงบันได โดยเฉพาะลงบันได
- ปวดเวลานั่งงอเข่านาน และดีขึ้นเมื่อเหยียดขาออก
- ปวดเวลาย่อตัว นั่งยอง คุกเข่า หรือลุกจากเก้าอี้
- รู้สึกกรอบแกรบหรือเสียดสี เวลางอเหยียดเข่า
- เข่ารู้สึกจะทรุด ในบางจังหวะ ซึ่งมักเกิดจากกล้ามเนื้อต้นขาสะดุดชั่วขณะ ไม่ใช่จากเอ็นขาด
อาการมักค่อย ๆ เริ่ม ไม่มีอุบัติเหตุนำมาก่อน และมักเริ่มหลังจากเพิ่มปริมาณการวิ่งหรือการออกกำลังกาย
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
- เพิ่มปริมาณการออกกำลังกายเร็วเกินไป เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด
- กล้ามเนื้อสะโพกด้านข้างและก้นที่ไม่แข็งแรงพอ ทำให้เข่าเบนเข้าด้านในขณะลงน้ำหนัก
- กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าอ่อนแรง
- กล้ามเนื้อและเอ็นรอบเข่าตึง โดยเฉพาะต้นขาด้านหลังและน่อง
- รูปร่างของร่องกระดูกและตำแหน่งของสะบ้า ที่ทำให้สะบ้าไม่เลื่อนอยู่ตรงกลาง
- เท้าแบนหรือการลงน้ำหนักที่ผิดแนว
- พบบ่อยใน วัยรุ่น นักวิ่ง และผู้หญิง
เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์
นอกจากนี้ ควรไปพบแพทย์เมื่ออาการไม่ดีขึ้นหลังปรับกิจกรรมและฝึกกล้ามเนื้อมาแล้วประมาณหกสัปดาห์ เข่าบวมซ้ำ ๆ หรือปวดจนออกกำลังกายหรือทำงานไม่ได้
แพทย์วินิจฉัยอย่างไร
การวินิจฉัยอาศัยประวัติและการตรวจร่างกายเป็นหลัก แพทย์จะถามว่าปวดตอนทำอะไร เริ่มหลังจากเปลี่ยนอะไรในกิจวัตรหรือการฝึกซ้อมหรือไม่ จากนั้นตรวจ
- การเดิน การย่อขาเดียว และการก้าวขึ้นกล่อง เพื่อดูว่าเข่าเบนเข้าด้านในหรือไม่
- กำลังของกล้ามเนื้อสะโพกและต้นขา
- ความตึงของกล้ามเนื้อรอบเข่า
- ตำแหน่งและการเลื่อนของสะบ้า และจุดกดเจ็บรอบขอบสะบ้า
เอกซเรย์และ MRI ไม่จำเป็นในผู้ป่วยส่วนใหญ่ แพทย์จะพิจารณาเมื่อสงสัยสาเหตุอื่น มีประวัติสะบ้าเคลื่อนหลุด หรืออาการไม่ดีขึ้นตามที่ควร
แนวทางการรักษา
การรักษาโดยไม่ผ่าตัด
การรักษาหลักคือการฝึกกล้ามเนื้อร่วมกับการปรับปริมาณกิจกรรม และมีหลักฐานสนับสนุนชัดเจนที่สุด
ปรับปริมาณกิจกรรม ไม่ใช่หยุดทั้งหมด ให้ลดลงจนถึงระดับที่ปวดไม่เกินระดับพอทนได้และหายภายในวันถัดไป จากนั้นเพิ่มกลับทีละน้อย ไม่เกินสัปดาห์ละประมาณหนึ่งในสิบ
ฝึกกล้ามเนื้อสะโพกและต้นขา เป็นแกนกลางของโปรแกรม การฝึกกล้ามเนื้อสะโพกด้านข้างและก้นมีความสำคัญไม่น้อยกว่าการฝึกต้นขาด้านหน้า
ยืดกล้ามเนื้อที่ตึง โดยเฉพาะต้นขาด้านหน้า ต้นขาด้านหลัง และน่อง
ยาแก้ปวด ใช้ในช่วงสั้น ๆ เพื่อให้เริ่มออกกำลังกายได้ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้เสมอ
เทปหรือที่รัดสะบ้า ช่วยลดความปวดในบางคนในระยะสั้น ใช้ควบคู่กับการฝึก ไม่ใช่ใช้แทน
แผ่นรองรองเท้า อาจช่วยในผู้ที่เท้าแบนมาก
การผ่าตัด
แทบไม่มีที่ทางในอาการปวดเข่าด้านหน้าทั่วไป แพทย์จะพิจารณาเฉพาะเมื่อมีปัญหาโครงสร้างที่ชัดเจน เช่น สะบ้าเคลื่อนหลุดซ้ำ ๆ หรือแนวของสะบ้าผิดปกติมากจนดูแลด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล

การฟื้นตัวและการฟื้นฟู
ทำสัปดาห์ละ 3 ครั้งเป็นอย่างน้อย และให้เวลาอย่างน้อยหกถึงสิบสองสัปดาห์ก่อนตัดสินผล ปวดเล็กน้อยระหว่างทำที่หายภายในวันถัดไปถือว่ายอมรับได้ ปวดแปลบหรือปวดค้างข้ามวันแปลว่าหนักเกินไป
กางสะโพกในท่านอนตะแคง
3 รอบ · 12 ครั้ง
นอนตะแคง งอเข่าล่างเล็กน้อยเพื่อทรงตัว เหยียดขาบนตรงแล้วยกขึ้นไปด้านหลังเล็กน้อย ค้างไว้ 2 วินาที แล้วลดลงช้า ๆ
ข้อสังเกต ลำตัวห้ามเอนไปด้านหลัง ให้แรงมาจากสะโพก ไม่ใช่จากการโยกตัว

ท่าสะพานขาเดียว
3 รอบ · 10 ครั้ง
นอนหงายชันเข่าข้างหนึ่ง อีกข้างเหยียดตรงยกลอยไว้ เกร็งก้นแล้วยกสะโพกขึ้นจนลำตัวกับต้นขาเป็นเส้นตรง ค้างไว้ 3 วินาที แล้วลดลง
ข้อสังเกต สะโพกทั้งสองข้างต้องอยู่ระดับเดียวกัน ไม่เอียงตก

ก้าวลงกล่องช้า ๆ
3 รอบ · 10 ครั้ง
ยืนบนกล่องหรือขั้นบันไดเตี้ย ค่อย ๆ ก้าวขาอีกข้างลงแตะพื้นโดยควบคุมด้วยขาที่ยืนอยู่ แล้วดันตัวกลับขึ้น
ข้อสังเกต เข่าข้างที่ยืนต้องอยู่ในแนวเดียวกับปลายเท้า ห้ามเบนเข้าด้านใน ใช้ความสูงเท่าที่ยังคุมได้

ยืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า
ข้างละ 3 ครั้ง · ค้างไว้ 30 วินาที
ยืนจับผนังไว้ งอเข่าข้างหนึ่งไปด้านหลัง ใช้มือจับข้อเท้าดึงส้นเท้าเข้าหาก้นจนรู้สึกตึงที่หน้าขา ค้างไว้ แล้วสลับข้าง
ข้อสังเกต เข่าทั้งสองข้างอยู่ชิดกัน และหลังไม่แอ่น

การป้องกันและการดูแลตนเอง
- เพิ่มปริมาณการวิ่งหรือออกกำลังกายทีละน้อย ไม่เกินสัปดาห์ละประมาณหนึ่งในสิบ
- ฝึกกล้ามเนื้อสะโพกและก้นควบคู่ไปกับต้นขาเสมอ
- ฝึกให้เข่าอยู่ในแนวเดียวกับปลายเท้า ขณะย่อ กระโดด และลงพื้น
- สลับชนิดของการออกกำลังกาย เช่น สลับการวิ่งกับการปั่นจักรยานหรือว่ายน้ำ
- ลุกเปลี่ยนท่าเมื่อต้องนั่งงอเข่านาน
- เลือกรองเท้าที่พอดีเท้าและเปลี่ยนเมื่อพื้นสึก
คำถามที่ควรถามแพทย์
- อาการปวดเข่าด้านหน้าของฉันมาจากอะไร และมีปัญหาโครงสร้างร่วมด้วยหรือไม่
- ฉันควรลดกิจกรรมลงแค่ไหน และควรเลี่ยงท่าใดบ้าง
- ควรฝึกกล้ามเนื้อกลุ่มใดก่อน และควรทำบ่อยแค่ไหน
- ควรพบนักกายภาพบำบัดหรือไม่
- ควรดีขึ้นภายในกี่สัปดาห์ และถ้าไม่ดีขึ้นควรทำอย่างไรต่อ
คำถามที่พบบ่อย
ปวดเข่าด้านหน้าแปลว่ากระดูกอ่อนสึกหรือไม่
ไม่เสมอไป ในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น อาการปวดเข่าด้านหน้าส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากกระดูกอ่อนที่สึก แต่มาจากการที่แรงลงที่ข้อสะบ้ามากเกินไป ซึ่งปรับได้ด้วยการฝึกกล้ามเนื้อและปรับปริมาณการออกกำลังกาย
ควรหยุดออกกำลังกายไหม
ไม่ต้องหยุดทั้งหมด ให้ลดปริมาณลงจนถึงระดับที่ปวดไม่เกินระดับพอทนได้และหายภายในวันถัดไป แล้วค่อย ๆ เพิ่มกลับขึ้นมา การหยุดสนิททำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงและอาการมักกลับมาเมื่อเริ่มใหม่
ที่รัดสะบ้าหรือเทปช่วยได้ไหม
ช่วยลดความปวดได้ในบางคนในระยะสั้น และอาจทำให้ออกกำลังกายได้มากขึ้น แต่ไม่ใช่การรักษาหลัก ควรใช้ควบคู่กับโปรแกรมฝึกกล้ามเนื้อ ไม่ใช่ใช้แทน
ต้องผ่าตัดไหม
แทบไม่ต้อง อาการปวดเข่าด้านหน้าส่วนใหญ่ดีขึ้นด้วยการฝึกกล้ามเนื้อและปรับกิจกรรม การผ่าตัดจะพิจารณาเฉพาะในกรณีที่มีปัญหาโครงสร้างชัดเจน เช่น สะบ้าเคลื่อนหลุดซ้ำ ๆ
แหล่งอ้างอิง
อ่านเพิ่มเติมเรื่องที่เกี่ยวข้อง
หน้าเหล่านี้อธิบายการตรวจ การรักษา และการฟื้นฟูที่มักพบร่วมกับภาวะนี้ ไว้อ่านเป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่ลำดับการรักษาที่จัดไว้สำหรับคุณ แผนที่เหมาะกับคุณต้องมาจากแพทย์ที่ได้ตรวจคุณจริง
ฟื้นฟู
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เขียนโดย รศ. นพ. สรวุฒิ ธรรมยงค์กิจ

