เข่า

ข้อเข่าเสื่อม

ข้อเข่าเสื่อมคือภาวะที่กระดูกอ่อนผิวข้อเข่าบางลงตามการใช้งานและอายุ ทำให้ปวด ฝืด และเดินได้น้อยลง ส่วนใหญ่ดูแลได้ด้วยการปรับกิจกรรม ลดน้ำหนัก และออกกำลังกายให้กล้ามเนื้อรอบเข่าแข็งแรง

หญิงสูงวัยกำลังลุกขึ้นจากเก้าอี้ มือข้างหนึ่งยันที่เท้าแขน อีกข้างแตะเข่าที่มีจุดสีแดง
หัวข้อในหน้านี้

โรคนี้คืออะไร

ปลายกระดูกที่มาประกบกันเป็นข้อเข่า มีผิวเรียบลื่นหุ้มอยู่ เรียกว่า (articular cartilage) ทำหน้าที่ให้ข้อเคลื่อนไหวได้ลื่นและช่วยกระจายแรงกระแทก

ข้อเข่าเสื่อมคือภาวะที่กระดูกอ่อนนี้ค่อย ๆ บางลงและเสียความเรียบไป เมื่อผิวข้อไม่เรียบเหมือนเดิม การเคลื่อนไหวจึงมีการเสียดสีมากขึ้น เกิดอาการปวดและฝืด และในระยะยาวกระดูกรอบข้ออาจมีการงอกออกมาเป็นปุ่ม ทำให้ข้อดูใหญ่ขึ้นหรือผิดรูป

ภาวะนี้เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ เป็นปี ไม่ใช่โรคที่เกิดขึ้นทันทีทันใด และไม่ได้แปลว่าคุณจะต้องเดินไม่ได้ในอนาคต คนจำนวนมากที่มีข้อเข่าเสื่อมยังใช้ชีวิตได้ตามปกติเมื่อได้รับการดูแลที่เหมาะสม

ภาพวาดกายวิภาคข้อเข่ามองจากด้านหน้า แสดงผิวกระดูกอ่อนที่บางลงและขอบข้อที่งอกเป็นปุ่ม โดยระบายบริเวณที่สึกเป็นสีส้ม
ผิวข้อที่บางลงและขอบข้อที่งอกเป็นปุ่ม คือสิ่งที่ปรากฏบนภาพเอกซเรย์ภาพ: รศ. นพ. สรวุฒิ ธรรมยงค์กิจ

อาการ

อาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • ปวดเข่าเวลาใช้งาน เช่น เดินไกล ขึ้นลงบันได ลุกจากเก้าอี้ หรือนั่งยอง ๆ และมักดีขึ้นเมื่อได้พัก
  • ข้อฝืดตอนเช้า หรือฝืดหลังนั่งอยู่นาน ๆ มักเป็นอยู่ไม่เกินประมาณ 30 นาทีแล้วค่อยดีขึ้นเมื่อขยับ
  • เสียงกรอบแกรบในข้อ ขณะงอหรือเหยียดเข่า
  • เข่าบวมเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะหลังใช้งานหนักกว่าปกติ
  • งอหรือเหยียดเข่าได้ไม่สุด เมื่อเวลาผ่านไป
  • ขาโก่งผิดรูป ในรายที่เป็นมานานและสึกมากด้านใดด้านหนึ่ง

อาการมักเป็น ๆ หาย ๆ มีช่วงที่ดีและช่วงที่แย่ลงสลับกัน ไม่ได้แย่ลงเรื่อย ๆ ทุกวัน

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

ข้อเข่าเสื่อมมักเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว

  • อายุที่มากขึ้น เป็นปัจจัยที่พบบ่อยที่สุด
  • น้ำหนักตัวที่มาก ทุกก้าวที่เดิน เข่ารับแรงหลายเท่าของน้ำหนักตัว การลดน้ำหนักจึงลดแรงที่ลงข้อได้มาก
  • เคยได้รับบาดเจ็บที่เข่ามาก่อน เช่น เอ็นไขว้หน้าฉีกขาด หมอนรองข้อเข่าฉีกขาด หรือกระดูกหักที่ลามเข้าผิวข้อ
  • การใช้งานข้อซ้ำ ๆ ในท่าที่รับแรงมาก เช่น การนั่งยอง คุกเข่า หรือยกของหนักเป็นประจำ
  • กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง ทำให้ข้อขาดตัวช่วยรับแรง
  • ประวัติในครอบครัว และรูปร่างของขาที่โก่งหรือเข่าชิดตั้งแต่เดิม

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์

อาการปวดเข่าส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องฉุกเฉิน และสามารถนัดพบแพทย์ตามปกติได้ แต่มีบางอาการที่ควรไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่ต้องรีบรักษา

นอกเหนือจากอาการเร่งด่วนข้างต้น คุณควรไปพบแพทย์เมื่อปวดเข่าต่อเนื่องเกินสองถึงสามสัปดาห์ อาการรบกวนการนอนหรือการทำงาน หรือเมื่อกินยาแก้ปวดที่ซื้อเองแล้วยังไม่ดีขึ้น

แพทย์วินิจฉัยอย่างไร

การวินิจฉัยส่วนใหญ่อาศัยการซักประวัติและตรวจร่างกายเป็นหลัก แพทย์จะถามลักษณะอาการปวด สิ่งที่ทำให้ปวดมากขึ้นหรือน้อยลง และผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน จากนั้นจะตรวจดูการเคลื่อนไหวของข้อ จุดที่กดเจ็บ ภาวะบวม ความมั่นคงของข้อ และแนวของขา

ภาพเอกซเรย์ ช่วยดูช่องว่างระหว่างกระดูกที่แคบลงและกระดูกงอก แต่สิ่งสำคัญที่ควรเข้าใจคือ ระดับความเสื่อมในภาพเอกซเรย์กับระดับความปวดไม่ได้ตรงกันเสมอไป บางคนภาพดูเสื่อมมากแต่ปวดน้อย บางคนภาพดูเสื่อมไม่มากแต่ปวดมาก แนวทางการรักษาจึงยึดจากอาการของคุณเป็นหลัก

โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องตรวจเอ็มอาร์ไอ (MRI) ในการวินิจฉัยข้อเข่าเสื่อม แพทย์จะพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเมื่อสงสัยภาวะอื่นร่วมด้วย

แนวทางการรักษา

การรักษาโดยไม่ผ่าตัด

วิธีที่ไม่ต้องผ่าตัดคือแนวทางหลักและควรทำอย่างเต็มที่ก่อนเสมอ

  • การออกกำลังกาย เป็นวิธีที่มีหลักฐานสนับสนุนมากที่สุด ทั้งการฝึกกำลังกล้ามเนื้อต้นขาและการออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่แรงกระแทกต่ำ เช่น เดินบนพื้นราบ ปั่นจักรยาน หรือออกกำลังกายในน้ำ ประโยชน์จะเห็นชัดเมื่อทำสม่ำเสมอต่อเนื่องหลายสัปดาห์
  • การลดน้ำหนัก ในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน การลดน้ำหนักลงแม้เพียงเล็กน้อยก็ช่วยลดอาการปวดได้อย่างมีความหมาย
  • การปรับกิจกรรม ลดท่าที่ลงน้ำหนักข้อมาก เช่น นั่งยอง คุกเข่า นั่งพับเพียบ และขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ
  • การประคบ ทั้งความร้อนและความเย็นช่วยบรรเทาอาการได้ เลือกตามที่คุณรู้สึกสบายกว่า
  • อุปกรณ์ช่วย เช่น ไม้เท้าถือด้านตรงข้ามกับเข่าที่ปวด ช่วยลดแรงที่ลงข้อได้จริง และรองเท้าที่มีพื้นนุ่มรองรับแรงกระแทก
  • ยา แพทย์อาจพิจารณายาแก้ปวดกลุ่มพาราเซตามอล หรือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ทั้งชนิดทาและชนิดรับประทาน ยาแต่ละกลุ่มมีข้อควรระวังต่างกัน โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคไต โรคหัวใจ หรือโรคกระเพาะอาหาร จึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้เสมอ
  • การฉีดยาเข้าข้อ เช่น สเตียรอยด์ อาจช่วยลดปวดในช่วงที่อาการกำเริบ แต่เป็นการบรรเทาชั่วคราวและไม่ควรฉีดบ่อยเกินไป

การผ่าตัด

การผ่าตัดจะพิจารณาเมื่อลองวิธีที่ไม่ผ่าตัดอย่างเต็มที่แล้วแต่ยังปวดมากจนกระทบการใช้ชีวิตประจำวันหรือการนอน

การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม (knee arthroplasty) คือการนำผิวข้อที่สึกออกและใส่ผิวข้อเทียมแทน เป้าหมายหลักคือลดอาการปวดและทำให้กลับมาเดินและใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่พอใจกับผลการผ่าตัด แต่ทุกการผ่าตัดมีความเสี่ยง เช่น การติดเชื้อ ลิ่มเลือดอุดตัน และข้อฝืด จึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์และความเสี่ยงร่วมกับแพทย์ของคุณ

ในผู้ที่อายุน้อยกว่าและมีการสึกเฉพาะด้านเดียวของข้อ อาจมีทางเลือกอื่น เช่น การผ่าตัดปรับแนวกระดูก หรือการเปลี่ยนผิวข้อเพียงบางส่วน แพทย์จะอธิบายทางเลือกที่เหมาะกับคุณ

การส่องกล้องล้างข้อเพียงอย่างเดียวไม่ได้ช่วยในข้อเข่าเสื่อมทั่วไป และไม่แนะนำให้ทำเพื่อจุดประสงค์นี้

ภาพสามช่อง ช่องแรกหญิงสูงวัยฝึกลุกขึ้นจากเก้าอี้ ช่องที่สองปั่นจักรยานอยู่กับที่ ช่องที่สามเดินอยู่ในสวน
การออกกำลังกายและการดูแลน้ำหนักตัว เป็นสองอย่างที่มีหลักฐานรองรับมากที่สุดภาพ: รศ. นพ. สรวุฒิ ธรรมยงค์กิจ

การฟื้นตัวและการฟื้นฟู

เมื่อรักษาโดยไม่ผ่าตัด อาการมักค่อย ๆ ดีขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน สิ่งสำคัญคือความสม่ำเสมอ ไม่ใช่ความหนักของการออกกำลังกาย ควรตั้งเป้าเล็ก ๆ ที่ทำได้ทุกวันมากกว่าหักโหมเป็นครั้งคราว

หากได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม โดยทั่วไปจะเริ่มลุกเดินโดยมีอุปกรณ์ช่วยตั้งแต่ช่วงแรกหลังผ่าตัด และค่อย ๆ เพิ่มระยะทางและองศาการงอเข่าตามโปรแกรมกายภาพบำบัด การฟื้นตัวจนรู้สึกใกล้เคียงปกติมักใช้เวลาหลายเดือน ระยะเวลาที่แน่นอนแตกต่างกันในแต่ละคน ทีมที่ดูแลคุณจะเป็นผู้กำหนดเป้าหมายในแต่ละช่วง

การป้องกันและการดูแลตนเอง

  • รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
  • ฝึกกล้ามเนื้อต้นขาให้แข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเหยียดเข่าตรงในท่านั่ง หรือการลุกนั่งจากเก้าอี้ช้า ๆ
  • เลือกการออกกำลังกายที่แรงกระแทกต่ำ และอบอุ่นร่างกายก่อนทุกครั้ง
  • หลีกเลี่ยงท่านั่งยอง คุกเข่า และนั่งพับเพียบเป็นเวลานาน
  • ใช้รองเท้าที่พอดีและมีพื้นรองรับแรงกระแทกได้ดี
  • หากรู้สึกปวดมากขึ้นระหว่างออกกำลังกาย ให้ลดความหนักลงและปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด อย่าฝืนทำต่อจนปวดมาก

คำถามที่ควรถามแพทย์

  • อาการปวดเข่าของฉันน่าจะเกิดจากสาเหตุใด และมีสาเหตุอื่นที่ต้องแยกหรือไม่
  • ฉันควรเริ่มออกกำลังกายแบบใด และควรทำบ่อยแค่ไหน
  • กิจกรรมใดที่ฉันควรเลี่ยง และกิจกรรมใดที่ยังทำได้ตามปกติ
  • ยาที่ฉันใช้อยู่มีข้อควรระวังอะไรกับโรคประจำตัวของฉันบ้าง
  • ฉันควรกลับมาพบแพทย์อีกครั้งเมื่อไหร่ หรือเมื่อมีอาการอะไร

คำถามที่พบบ่อย

ข้อเข่าเสื่อมรักษาให้หายขาดได้หรือไม่

กระดูกอ่อนที่สึกไปแล้วยังไม่มีวิธีทำให้กลับมาเหมือนเดิมได้ แต่ข่าวดีคือคนส่วนใหญ่ควบคุมอาการได้ดีมากโดยไม่ต้องผ่าตัด เป้าหมายของการรักษาคือให้ปวดน้อยลงและใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ใช่การทำให้ภาพเอกซเรย์กลับมาปกติ

ปวดเข่าแล้วควรหยุดเดินหรือพักให้มากที่สุดหรือไม่

ไม่ควรหยุดเคลื่อนไหวไปเลย การไม่ใช้งานจะทำให้กล้ามเนื้อรอบเข่าอ่อนแรงลงและข้อยิ่งฝืด สิ่งที่ควรทำคือปรับชนิดของกิจกรรม เช่น เปลี่ยนจากการเดินขึ้นบันไดนาน ๆ มาเป็นการเดินบนพื้นราบหรือปั่นจักรยาน แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามที่ทนไหว

จำเป็นต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทุกคนหรือไม่

ไม่จำเป็น การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมมักพิจารณาในผู้ที่ปวดมากจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันหรือการนอน และได้ลองวิธีที่ไม่ผ่าตัดอย่างเต็มที่แล้วแต่ยังไม่ดีขึ้น การตัดสินใจขึ้นกับอาการและความต้องการของแต่ละคน มากกว่าระดับความเสื่อมในภาพเอกซเรย์เพียงอย่างเดียว

อาหารเสริมบำรุงข้อช่วยได้จริงหรือไม่

หลักฐานทางการแพทย์ในปัจจุบันยังไม่สม่ำเสมอ บางการศึกษาพบว่าช่วยลดปวดได้เล็กน้อย บางการศึกษาพบว่าไม่ต่างจากยาหลอก หากคุณต้องการลอง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน โดยเฉพาะเมื่อมีโรคประจำตัวหรือใช้ยาอื่นอยู่ และไม่ควรใช้แทนการออกกำลังกายซึ่งมีหลักฐานสนับสนุนชัดเจนกว่า

แหล่งอ้างอิง

  1. AAOS OrthoInfo — Arthritis of the Knee
  2. NICE guideline NG226 — Osteoarthritis in over 16s: diagnosis and management

อ่านเพิ่มเติมเรื่องที่เกี่ยวข้อง

หน้าเหล่านี้อธิบายการตรวจ การรักษา และการฟื้นฟูที่มักพบร่วมกับภาวะนี้ ไว้อ่านเป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่ลำดับการรักษาที่จัดไว้สำหรับคุณ แผนที่เหมาะกับคุณต้องมาจากแพทย์ที่ได้ตรวจคุณจริง

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เขียนโดย รศ. นพ. สรวุฒิ ธรรมยงค์กิจ